ทำฟาร์มเพาะไก่ชนพื้นเมืองขายในประเทศ และต่างประเทศ

ทำฟาร์มเพาะพันธ์ไก่ชนพื้นเมืองขายในประเทศ และต่างประเทศขายไก่หนุ่มอายุ 5 - 6เดือน

พุทธา Investment August 10, 2020 at 2:25 pm
0 Yasuda Credit
Pledged of 2,462 Yasuda Credits goal
0
Backers
  • Description
  • Backers

ทำฟาร์มเพาะพันธ์ไก่ชนพื้นเมืองขายไก่หนุ่มไก่สาว อายุ 5-6เดือน

ตัวอย่างภาพประกอบ

ลุงป้อม ผมอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอเมือง แป็ดริ้ว โทร.093-2578-832

ขอขอบคุณโครงการ EGG GATHER ที่เปิดช่องทางการลงทุนและความช่วยเหลือในการลงทุนในอนาคตให้ผม ส่วนตัวผมมีพื้นที่เป็นของตนเองประมาณ 3ไร่ จะแบ่งสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ประมาณ 1ไร่

1.สร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ ประมาณ 60,000บาท

2.ซื้อพ่อพันธ์และแม่พันธ์ ประมาณ 20,000 บาท

(รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 80,000 บาท)

ลูกไก่จากพ่อพันธ์และแม่พันธ์อายุ7วัน

ไก่หนุ่มอายุประมาณ 5-6 เดือน พรัอมขายตัวละ 1,000 บาท

(ข้อมูณความสําคัญของสายพันธ์ไก่ชนพื้นเมือง)
ไก่พื้นเมืองตามประวัติศาสตร์ มีรายงานไว้ว่าเป็นไก่ที่มีต้นกาเนิดมาจากไก่ป่าในประเทศเอเซีย
โดยเฉพาะป่าในแถบประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย และจีนตอนใต้ ซึ่งมนุษย์ได้นํามา
เป็นสัตว์เลี้ยงเมื่อประมาณ 3,000 ปี ก่อน หลังจากมนุษย์ได้นําไก่ป่ามาเลี้ยงไว้ในหมู่บ้านไก่และมนุษย์จะอยูใน
รูปพึ่งพาอาศัยกัน ไก่อาศัยอาหารการเลี้ยงดูและการป้องกันอันตรายจากมนุษย์ ในขณะเดียวกันนมนุษย์ก็ อาศัย
ไก่และไข่เป็นอาหารเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเรียกว่าเป็นขบวนการวิวัฒนาการของสัตว์และมนุษย์ให้
อยู่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาพแวดล้อมและการเป็นอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
การวิวัฒนาการของไก่เป็นไปตามวิถีชีวิตของมนุษย์เจ้าของซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ บางปี เกิดภัยธรรมชาติ
รุนแรงสัตว์เลี้ยงจะตายมากหรือบางปี โรคไก่ระบาดรุนแรงไก่จะตายมากแต่ไม่ตายหมดจะมีเหลือให้ขยายพันธุ์
จํานวนหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วจะเหลือตํ่ากว่า 10% ซึ่งจํานวนนี้จะขยายพันธุ์เพิ่มจํานวนขึ้นมาใหม่ ตัวที่
แข็งแรงทนทานเท่านั้นจึงจะอยู่
จึงเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติจนเป็นไก่พื้นเมืองสืบทอดมาให้เราได้ใช้
ประโยชน์ถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ไก่พื้นเมืองจึงเป็นมรดกวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่หลากหลายเป็นทรัพย์สินภูมิ
ปัญญาของชาวบ้านโดยแท้เป็นเทคโนโลยีทีเหมาะสมกับชาวไร่ ชาวนาที่อาศัยอยู่ในชนบท ไก่เป็นทั้งผู้ให้
ความเพลิดเพลิน เช่น ไก่ชน ไก่แจ้ ที่มีรูปร่างสวยงาม น่าเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน ขันให้ฟังปลุกให้ตื่นนอน หรือ
บอกเวลาตอนกลางคืน เนื่องจากไก่ตัวผู้จะขันตรงเวลาเสมอๆ อาศัยเป็นเครื่องบอกชัวโมงยามกลางคืนได้ดี
ชาวบ้านจดจําและเข้าใจการอยูร่วมกันระหว่างคนและไก่พื้นเมืองควบคู่กันมาตลอด ส่วนใหญ่แล้วคนจะอาศัย
ไก่มากกว่าที่ไก่ จะอาศัยคน คือ ไก่สามารถคุ้ยเขี่ยหากินได้ตามธรรมชาติส่วนคนเมื่อไม่มีอาหารและไม่มีเงินใช้
เล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องอาศัยไก่เป็นผู้ให้ ดังนั้น
ไก่พื้นเมืองจึงเป็นไก่ที่วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพันธุ์มาโดยอาศัยพื้นฐานของธรรมชาติ
เป็นหลัก จึงทําให้ไก่พื้นเมืองมีหลากหลายสายพันธุ์ก็จะมีจุดเด่นเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว เช่น ความต้านทาน
ต่อโรคและแมลง สามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมการลี้ยงดูของเกษตรกรในชนบท
โดยเฉพาะรายย่อย จึงเหมาะที่จะทําการอนุรักษ์และพัฒนาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เน้นที่เกษตรกรรายย่อยใน
ชนบทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีชีวภาพแหล่งพันธุกรรมสัตว์พื้นเมืองเป็นสําคัญ
(การอนุรักษ์พัฒนาไก่พื้นเมือง)
การอนุรักษ์ หมายถึง การรักษาดํารงไว้ซึ่งแหล่งพันธุกรรมไก่พื้นเมืองและรวมไปถึงการนํามาใช้ให้
เป็นประโยชน์แบบยังยืน คือ ใช้แล้ว  ไม่หมดไปสูญหายไป ดังเช่นในอดีตเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน เกษตรกร
นิยมเลี้ยงไก่พันธุ์ทาง พันธุ์ต่างประเทศ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เพราะเหตุผลด้านเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว คือ
ไก่เนื้อมีขนสีขาว ไก่ไข่เป็นลูกผสมที่เรารู้กันในชื่อว่าไก่ไฮบริด ซึ่งจะให้ผลผลิตสูง เช่น ไก่เนื้อจะเติบโต
รวดเร็วสามารถขุนส่งตลาดได้ภายในระยะเวลา 42-47 วัน นํ้าหนัก 1.8 กก.ขึ้นไป ในขณะที่ไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้
จะต้องใช้เวลาไม่ตํ่ากว่า 4 เดือน จึงทําให้เกษตรกรนิยมเลี้ยงไก่พันธุ์ทางต่างประเทศ และละเลยความเอา
ใจใส่ไก่พื้นเมือง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของเราไปเป็นระยะเวลานานพอสมควรประมาณ 32 ปี แต่กาลเวลาไดพิสูจน์ให้เห็นวา                                                                             ไก่พันธุ์ทางก็มีจุดบกพร่องในด้านความอร่อยรสชาติเนื่องจากเติบโตเร็ว และไขมันมาก ถ้าจะให้ผู้บริโภคเลือกระหว่างไก่บ้านก้บไก่
เนื้อขนสีขาวแล้ว ผู้บริโภคจะเลือกไก่พื้นเมืองมากกว่า ทั้งนี้เพราะว่าไก่
พื้นเมืองมีรสชาติดีและหอมเนื้อแน่น โดยเฉพาะเมื่ออายุกำลังเป็นหนุม เป็นสาว อายุประมาณ 5 เดือน จะมี
รสชาติดีและอร่อยที่สุดและราคาสูงกว่าไก่ เนื้อประมาณ 2 เท่า ดังนั้น ไก่พื้นเมืองจึงเป็นไก่สําหรับผู้มีฐานะ
อันจะกินและใช้ประโยชน์ในงานเทศกาลสําคัญๆ เช่น ตรุษจีน ไก่บ้านจะมีราคาแพงที่สุด และอาจสูงถึงกิโล
กรัมละ 70-80 บาท หรือ 3-4 เท่าของไก่เนื้อ ทั้งนี้ เพราะไก่พื้นเมืองมีพันธุกรรมที่ดีในเรื่องรสชาติและ
ความอร่อยเป็นคุณสมบัติของมันโดยเฉพาะ
การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมสัตว์ โดยทัวไปมี  2 แบบ คือ การอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิดเดิม และนอกถิ่น
กําเนิดเดิม คือ อยู่กับเกษตรกรโดยตรงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะว่า
จุดประสงค์ของการอนุรักษ์มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มรายได้คนไทยที่เป็นเกษตรกรรายย่อยในชนบท และการอนุรักษ์โดย
วิธีนี้จะสามารถรักษาและดํารงไว้ซึ่งความหลากหลายในด้านแหล่งพันธุกรรมหรือสายพันธุ์ ลดความเสี่ยงต่อ
การสูญหาย เนื่องจาก ว่าปัจจุบันเกษตรกรที่อยู่ในชนบทที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองอยู่ประมาณ 4.1 ล้านครอบครัวๆ
ละประมาณ 10-25 ตัว หรือ ทั้งประเทศมีไก่พื้นเมือง 40-100 ล้านตัว ไม่รวมครอบครัวชาวบ้านที่มีอาชีพ
นอกการเกษตรและเอกชนอีกประมาณ 100 ล้านตัว จะเห็นว่า ไก่ในแต่ละครอบครัวจะมีคุณสมบัติทาง
พันธุกรรมที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย เช่น อัตราการเจริญเติบโต ขนาดของลําตัวสีขน ความยาวของแข้ง
หรืออวัยวะต่างๆ จะผันแปรไปตามสภาพแวดล้อมโดยไก่จะปรับตัวเข้าสภาพแวดล้อม แต่เนื่องจากการศึกษา
และวิจัยประสบการณ์ของผู้รายงานนี้พบว่า การแสดงออกทางพันธุกรรมของไก่พื้นเมืองจะเห็นได้ชัดเจน เมื่อ
ไก่นั้นอยู่ในสภาพธรรมชาติที่อาหารการกินไม่อุดมสมบูรณ์ เช่น ในช่วงที่อาหารขาดแคลน หรือคุณภาพ
อาหารไม่สมดุลจะเห็นว่าการเจริญเติบโต และการขยายพันธุ์จะแปรปรวนเห็นได้ชัดจากที่ไม่สามารถขยายพันธุ์
ไปจนถึงขยายพันธุ์ได้จํานวนมากใต้สภาพแวดล้อมอันเดียวกัน ซึ่งเป็นการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และ
วิวัฒนาการไปตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและเศรษฐกิจของสังคม จึงนับได้ว่าการอนุรักษ์ในถิ่นกำเนิด
เดิมจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด ซึ่งวิธีการนี้ได้รับการสนับสนุนยอมรับกันทุกประเทศทั่วโลก พันธ์ไก่พื้นเมือง ไก่พื้น
เมืองในชนบทหมู่บ้านต่างๆ มีหลากหลายพันธุ์ เช่น ไก่แจ้ ไก่อู ไก่ตะเภา ไก่เบตง และไก่ชน
โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้ว ไก่พื้นเมือง
ในหมู่บ้านจะเป็นสายพันธุ์ไก่ชน สังเก็ตได้จากแม่ไก่จะมีขนสีดํา หน้าดํา
และแข้งดํา หงอนหิน แต่จะมีพันธุ์บางส่วนที่มีสีเทา สีทอง แต่หงอนก็ยังเป็นหงอนหิน ซึ่งก็เป็นลักษณะ
หงอนของไก่ชนอยู่ดี เหตุที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงไก่พื้นเมืองสายพันธุ์ไก่ชน เพราะว่าไก่ชน จะมีรูปร่างใหญ่และ
ยาว เจริญเติบโตได้ดีและแม่พันธุ์ก็ไข่ดก เนื่องมาจากนักผสมพันธุ์ไก่ชนได้คัดเลือกลักษณะดีเด่นไว้อย่าง
ต่อเนื่องนับร้อยปี มาแล้ว เกษตรกรเพื่อนบ้านจะขอซื้อ ขอยืมหรือขอไปขยายพันธุ์แบบเป็นคนรู้จักมันคุ้นกัน
และกัน ก็ทําให้สายพันธุ์ศาสตร์พบว่าไก่พื้นเมืองในหมู่บ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เลี้ยงปล่อยตาม
ธรรมชาติการเจริญเติบโตในระยะอายุ 4 เดือนแรก เฉลี่ยใกล้เคียงกันมาก คือ เติบโตวันละประมาณ 9-10
กรัมเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าไก่พื้นเมือง
เหล่านี้เป็นสายพันธุ์ไก่ชนจาก 17 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แต่การปรับปรุงพันธุ์ไม่ได้เน้นในด้านการชนเก่งแต่เน้นในด้ายการเจริญเติบโต และไข่ดกเพื่อให้สามารถ
ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว สําหรับไก่ชนไทยแท้สีขนแยกได้หลากหลายถึง 17 สีขน เช่น เหลืองหางขาว ประดู่
หางดํา เหลืองเลา ประดู่เลา แสมดํา เป็นต้น
(สายพันธ์เหลืองหางขาว)

                           เพศผู้                                                               เพศเมีย


สายพันธุ์เหลืองหางขาว เป็นสายพันธุ์ไก่ชนลักษณะปากสีขาวอมเหลือง หรือสีงาช้าง ปากสั้น อวบ
ใหญ่คล้ายปากนกแก้ว และมีร่องนํ้า
ชัดเจน กลางปากนูนเป็นสันข้างๆ เป็นร่องนํ้า ตาเป็นเหยี่ยว หัวตาแหลม
ตาดําควํ่า ตาดําเล็กและรี รอบๆ ตาดําสีขาวอมเหลือง หงอนหิน ด้านบนของหงอนบางเรียบปลายหงอนยาว
เลยตา โคนหงอนโค้งติดกับศีรษะ ตุ้มหูสีแดงเดียวกับหงอนเล็กไม่หย่อนยานรัดกับใบหน้า เหนียงเล็กรัด
ติดคาง รูปใบหน้าแหลมยาว มีเนื้อแน่น ผิวหน้าเรียบมัน กะโหลกศีรษะหนายาว ลักษณะลําตัวอกแน่น
กลมมีเนื้อเต็ม กระดูกอกยาวตรง หลังเป็นแผนกว้าง มีกล้ามเนื้อมาก หลังเรียบตรงไม่โค้งนูน ไหล่กว้างยกตั้ง
ตรง คอใหญ่
กระดูกคอถี่ ปั้นขาใหญ่ กลมมีเนื้อเต็ม เนื้อแน่น แข็งแรง ผิวหนังขาวอมเหลือง ขาวอมแดง สี
ขนลําตัวดําจะมีแซมขาวบ้างที่หัว หัวปีก ข้อขา สร้อยคอเหลืองชัดเจน ยาวประบ่า สร้อยหลังเป็นสีเดียวกกับ
สร้อยคอเรียงกันเต็มแผ่นหลัง เริ่มจากโคนคอถึงโคนหาง เส้นขนละเอียดยาวระย้า สร้อยปีกสีเดียวกับสร้อยคอ
เห็นเด่นชัดเจนยิ่งขาวและยาวมาก  ๆ ยิ่งดี ขนหางควรพุ่งตรงและยาว ปลายหางโค้งตกลงเล็กน้อย ขาแข้งและ
เดือยขาวอมเหลืองสีเดียวกับสีปาก เกล็ดแข็งแน่นหนาเรียบ เดือยใหญ่แข็งแรง เล็บสีขาวอมเหลืองทุกเล็บ
และไม่มีสีดําปน เพศเมียลําตัวสีดํา หงอนและใบหน้าสีเดียวกับไก่ตัวผู้สายพันธ์ประดู่หางดํา

(ประดู่หางดําเป็นสายพันธุ์ไก่ชน)

                            เพศผู้                                                                   เพศเมีย

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                 ที่มีปากสีดํา ปากอูมใหญ่โดยปากใหญ่คล้ายปากนกแก้ว ปากบนจะมี
ร่องนํ้าทั้งสองข้าง ระหว่างร่องนํ้าทั้งสองข้าง จะเป็นสันราง ตาสีประดู่ หรือแดงอมม่วง หรือตาออกสีดํา
หรือตาสีแดงหงอนหินไม่มีหยักเลย สร้อยคอมีประดู่ยาวประบ่า ปีกใหญ่ยาวสร้อยปีกสีเดียวกบสร้อยคอ สร้อย
หลังสีประดู่ยาวระย้าประก้น ขนลําตัว ขนปีกและหางพัดสีดํา กะลวยหางดํา โคนขาใหญ หน้าอกกว้าง และ
ยาวเนื้อเต็มแน่น ขาแข้ง เล็บและเดือยสีดํา เพศเมียสีเดียวกับเพศผู้แต่ ไม่มีสร้อยสายพันธ์เขียวกา
เขียวกา หรือเขียวหางดํา ลักษณะทั่วๆ ไปคล้ายๆ กับประดู่หางดํา ปากดํา หงอนหิน หน้าหงอนบาง
กลางหงอนสูง ท้ายหงอนจะตกกดกระหม่อม สร้อยคอหลังและสร้อยหางสีเขียว ขนปีกและลําตัวเขียว หางดํา
แข้งดํา และเล็บดํา
การเลี้ยงไก่เมืองอายุ 0-6 สัปดาห์
ลูกไก่ที่จะเลี้ยงขุนขายส่งตลาด หรือพวกที่เลี้ยงไว้ทําพันธุ์ในอนาคตนั้น จําเป็นต้องมีการดูแลเลี้ยงดู
อย่างดี เริ่มจากลูกไก่ออกจากตู้ฟักทําให้ทําการตัดปากนกบนออก 1 ใน 3 แล้วนําไปกกด้วยเครื่องกกลูกไก่

เพื่อให้ไก่อบอุ่นด้วยอุณหภูมิ 95 องศา ในสัปดาห์ที่ 1 แล้วลดอุณหภูมิลงสัปดาห์ละ 5 องศา กกลูกไก่เป็น
เวลา 3-4 สัปดาห์ ลูกไก่ 1 ตัว ต้องการพื้นที่ในห้องกกลูกไก่ 0.5 ตารางฟุต หรือเท่ากับ 22 ตัวต่อตารางเมตร การกกลูกไก่
ให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าหากอากาศร้อนเกินไปให้ดับไฟกก เช่น กลางวันใกล้เที่ยงและบ่ายๆ
ส่วนกลางคืนจะต้องให้ไฟกกตลอดทั้งคืน ในระหวางกกจะต้องมีน้ำ
สะอาดให้กินตลอดเวลา และวางอยู่ใกล้รางอาหาร ทําความสะอาดภาชนะใส่นํ้า
วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและบ่าย ลูกไก่ 100 ตัว ต้องการรางอาหารที่กินได้ทั้งสองข้างยาว 6 ฟุต และขวดนํ้า
ขนาด 1 แกลอน จํานวน 3 ขวด ทําวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิล โรค
หลอดลมอักเสบติดต่อและฝีดาษ เมื่อลูกไก่อายุ 1/7 วัน ทําวัคซีนทั้ง3 ชนิด
การให้อาหารลูกไก่ระยะกก (1-14 วันแรก) ควรให้อาหารบ่อยครั้งใน 1 วัน อาจแบ่งเป็นตอนเช้า                                                                                                                             2ครั้ง ตอนบ่าย 2 ครั้ง และตอนคํ่าอีก 1 ครั้ง การให้อาหารบ่อยครั้งจะช่วยกระตุ้นให้ไก่กินอาหารดีขึ้น อีกทั้ง

อาหารจะใหม่สดเสมอ จํานวนอาหารที่ให้ต้องไม่ให้อย่างเหลือเฟือ จนเหลือล้นรางซึ่งเป็นสาเหตุที่ให้ตกหล่น
มาก ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละสัปดาห์
อาหารที่ผสมให้ในระยะ 0-6 สัปดาห์นี้ มีโปรตีน 18% พลังงานใช้ประโยชน์ได้ 2,900 กิโล
แคลอรี/กก. แคลเซียม 0.8% ฟอสฟอรัส 0.40% เกลือ 0.5% และมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนครบตาม
ความต้องการ  สําหรับไวตามินและแร่ธาตุปลีกย่อย (พรีมิกซ์) ที่ใช้ผสมในอาหาร 0.25% หรือ
250 กรัม ต่ออาหาร 1400 กก. นั้น เป็นไวตามิน-แร่ธาตุ ที่ผู้ผลิตผสมในปริมาณตามความต้องการของลูกไก่
อายุ 0-6 สัปดาห์ และหาซื้อได้จากร้านขายอาหารสัตว์ทัวไป

การเลี้ยงลูกไก่พื้นเมืองระยะเจริญเติบโต อาย ุ7-16 สัปดาห์
การเลี้ยงไก่ระยะเจริญเติบโตระหว่าง 7-16 สัปดาห์ เป็นการเลี้ยงบนพื้นดินปล่อยฝูงๆ ละ 100-200ตัว ในอัตราส่วนไก่
1 ตัว ต่อพื้นที่ 1.4 ตารางฟุต หรือไก่8 ตัว ต่อตารางเมตร พื้นที่คอก รองด้วยแกลบ
หรือวัสดุดูดซับความชื้นได้ดี การเลี้ยงไก่ระยะนี้ไม่ต้องแยกไก่ตัวผู้ออกจากไก่ตัวเมียเลี้ยงปนกัน การเลี้ยงที่มี
วัตถุประสงค์เพื่อขายเป็นไก่เนื้อพื้นเมือง จะต้องเลี้ยงแบบให้อาหารกินเต็มที่ มีอาหารในถังและรางอาหาร
ตลอดเวลา เพื่อเร่งการเจริญเติบโตให้ได้นํ้าหนักตามที่ต้องการ ให้นํ้าสะอาดกินตลอดเวลา ทําความสะอาดขวดนํ้า
วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและบ่าย ลูกไก่ระยะนี้ต้องการรางอาหารที่มีลักษณะยาวที่กินได้ทั้งสองข้าง ยาว4 นิ้วต่อไก่
1 ตัว หรือรางอาหารชนิดถังที่ใช้แขวนจํานวน 3 ถังต่อไก่ 100 ตัว ต้องการรางนํ้าอัตโนมัติยาว4 ฟุต หรือนํ้า24-32 ลิตร ต่อไก่
100 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิล ฉีดเมื่อลูกไก่อายุครบ 8 สัปดาห์
แต่สําหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่กว้าง เช่น ในไร่นา หรือที่ปลูกสวนไม้ผลหรือมีแปลงหญ้า ก็สามารถ
เลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติแล้วเสริมอาหารผสมในเวลาเย็นใกล้คํ่า และงดให้อาหารเช้าเพื่อ
บังคับให้ไก่ไปหากินเอง ถ้าเราให้อาหารเช้าไก่จะไม่ออกหากินดังนั้นจึงเปลี่ยนให้อาหารเวลาเย็นเวลาเดียวให้
กินจนอิ่มเต็มกระเพาะ ส่วนนํ้า
จะต้องมีให้กินตลอดเวลาทําการป้องกันโรคระบาดนิวคาสเซิลโดยการฉีดวัคซีน เมื่ออายุ 16 สัปดาห์

การเลี้ยงไก่สาว อายุ 17-26 สัปดาห์
การเลี้ยงไก่สาว อายุ 17-26 สัปดาห์ เลี้ยงในคอกบนพื้นดินเลี้ยงปล่อยเป็นฝูงๆ ละ 100-150 ตัว
พื้นที่ 1 ตารางเมตรเลี้ยงไก่สาวได้ 5-6 ตัว ขั้นตอนต่อไปนี้ให้ยาถ่ายพยาธิภายในด้วยประเภทพิพเพอราซิน
ชนิดเม็ดทุกๆ ตัวๆ ละ 1 เม็ด สุดท้าย คือ อาบนํ้ายาให้ฆ่าเหาไรไก่
โดยใช้ยาฆ่าแมลงชนิดผงชื่อ เซฟวิน 85ตวงยา 3 ช้อนแกงต่อนํ้า
20 ลิตร หรือใช้ยาอาชุนโทนหรือ นูกาวอนก็ได้ นําไก่ลงจุ่มนํ้ามือถูให้ขนเปียกจน
ทั่วลําตัว และก่อนนําไก่ขึ้นจากนํ้ายา ก็ให้จับหัวไก่จุ่มลงในนํ้าก่อนหนึ่งครั้งเป็นอันเสร็จวิธีการฆ่าเหาไรไก่
การเลี้ยงไก่สาวระยะนี้จะต้องมีการควบคุมจํานวนอาหารที่ให้กิน สุ่มชั้งน้ำหนักทุก สัปดาห์
เปรียบเทียบตารางมาตรฐาน ให้นํ้า
กินตลอดเวลาคัดไก่ป่วยออกจากฝูง เมื่อเห็นไก่แสดงอาการผิดปกติทําความสะอาดคอกเปียกชื้น แฉะ การรักษาพื้น
คอกไม่ให้ชื้น และแห้งอยูเสมอๆ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคไก่ ไก่
จะแข็งแรง เลี้ยงง่าย ตายยาก เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่เกษตรกรควรเอาใจใส่เป็นพิเศษ และไม่จําเป็นต้องใช้ยามาก
ดังนั้นในทางปฏิบัติ จึงต้องสร้างคอกไก่
ให้สามารถระบายอากาศได้ดี มีลมผ่าน พัดความชื้นออกไป และมี
อากาศเย็น และสดชื่นเข้ามาแทน คอกไก่ไม่ควรจะมืดทึบ อับลม อับแสงสําหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่
เลี้ยงกว้าง เช่น ในไร่นา สวน สามารถปล่อยไก่ได้ แนะนําให้ปล่อหา
กินเองตามธรรมชาติจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารลงมาก 70-75 % ของอาหารที่เลี้ยงแบบขังคอก แต่จะต้อง
มีนํ้าใส่ภาชนะ ให้ไก่ได้กินตลอดเวลา การเลี้ยงปล่อยแปลงไก่จะแข็งแรง และไม่จิกขนกน ไก่จะดูสวยงาม
ขนเป็นมัน เลี้ยงปล่อยแปลงไปจนกว่าแม่ไก่เริ่มไข่จึงเปลี่ยนสูตรอาหารเป็นอาหารไก่ไข่หรือไก่พันธุ์
การให้แสงสว่างแก่ไก่
ในเล้าระยะนี้จะต้องไม่ให้เกิน 11-12 ชัวโมง ถ้าให้แสงสว่างมากกว่านี จะทําให้ไก่ไข่เร็วขึ้นก่อนกำหนด และอัตราการไข่ทั้งปี
ไม่ดี แต่จะดีในเฉพาะ 4 เดือนแรกเท่านั้น ดังนั้นแสงสว่างจึง
ต้องเอาใจใส่และจัดการให้ถูกต้อง กล่าวคือ ในเดือนที่เวลากลางวันยาว เช่น เดือนมีนาคม ตุลาคม เราไม่ต้องให้แสงสว่างเพิ่ม
ในเวลาหัวคํ่าหรือกลางคืนโดยใช้หลักแล้วแสงสว่างธรรมชาติ  8-12 ชัวโมง เป็นใช้ได้ไม่ต้องเพิ่ม
ไฟฟ้า อีกส่วนฤดูหนาวที่ตะวันตกดิน และมืดเร็วจําเป็นต้องให้แสงสว่างเพิ่มแต่รวมแล้วไม่ให้เกิน 11-12
ชัวโมงต่อวัน ความเข้มของแสงสว่างที่พอเหมาะคือ  1 ฟุตแคนเดิลที่ระดับตัวไก่
การให้อาหารไก่สาวแบบขังคอก จะต้องจํากัดให้ไก่สาวกินตามตาราง พร้อมทั้งตรวจสอบนํ้า
หนักไก่ทุกๆ สัปดาห์ ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เวลา 07.00-08.00 น . และบ่ายเวลา 14.00 -15.00 น.ให้นํ้า
กินตลอดเวลาและทําความสะอาดรางนํ้า
เช้าและบ่ายเวลาเดียวกันกับที่ให้อาหาร อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่สาว
เป็นอาหารที่มีโปรตีน 12% พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ 2,900 กิโลแคลอรี แคลเซียม 0.90% ฟอสฟอรัส
0.45% เกลือ 0.55% และอุดมด้วยแร่ธาตุไวตามินที่ต้องการ

การเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธ์อายุ 26-72 สัปดาห์
1. ไก่สาวจะเริ่มไข่ฟองแรกเมื่ออายุประมาณ 6-7 เดือน เมื่อไก่เริ่มไข่ให้เปลี่ยนสูตรอาหารใหม่ให้มีโภชนะเพิ่ม
ขึ้น เพื่อไก่นําไปสร้างไข่รวมทั้งเพิ่มแร่ธาตุแคลเซียม จากเดิม 0.90% เป็ น 3.75%
ฟอสฟอรัสใช้ประโยชน์ 0.35% เพื่อนําไปสร้างเปลือกไข่ ส่วนไก่พันธุ์นั้นให้อาหารเช่นเดียวกับแม่ไก่
แต่มีธาตุแคลเซียมตํ่ากวา คือ 0.90% และฟอสฟอรัส 0.45% เท่าๆ กับอาหารไก่รุ่นหนุ่มสาว ทั้งนี้
เพราะไก่พ่อพันธุ์ไม่ไข่จึงไม่จําเป็นจะต้องให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง และอีกประการหนึ่งการให้ธาตุ
แคลเซียมสูงเช่นเดียวกับไก่แม่พันธุ์หรือให้อาหารสูตรเดียวกับไก่แม่พันธุ์นั้น มีการค้นคว้าและวิจัยพบว่าทําให้
การผสมพันธุ์ของพ่อแม่ไก่ไม่ดีมีนํ้า
เชื้อน้อย และผสมไม่ค่อยติด ดังนั้นการจัดการที่ดีจึงควรแยกสูตรอาหารให้
ไก่พ่อแม่พันธุ์ กินจํานวนอาหารที่ให้แม่ไก่กินอยู่ระหว่าง 70-80 กรัม/ตัว/วัน การให้อาหารมากกวานี้ เช่น
วันละ 90-100 กรัม จะลดไข่ลงและแม่ไก่จะอ้วนมาก จึงควรให้อาหารแบบจํากัดอยู่ที่ ่ 80 กรัม เป็นอย่างสูง
2. สิ่งที่ต้องการปรับอันที่สองนอกเหนือจากเรื่องอาหาร คือ เรื่องของแสงสว่างเพราะ
แสงสว่างจะมีผลกระทบโดยตรงกับอัตราไข่การให้แสงสว่างต่อวันไม่
เพียงพอแม่ไก่จะลดไข่ลง แม้ว่าเราจะ
ให้อาหารอุดมสมบูรณ์ครบทุกหมู่และการจัดการเรื่องอื่นๆ อยางดี แสงเกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนที่ใช้ใน
กระบวนการผลิตไข่ของแม่ไก่
แสงสว่างที่เพียงพอควรมีความเข้ม  1 ฟุต แคนเดิลในระดับตัวไก่ และต้องให้
แสงสว่างวันละ  14-15 ชั่วโมงติดต่อกัน การให้แสงสว่างมากกวานี้ไม่ดี เพราะทําให้ไก่ไข่เป็นเวลากระจัด
กระจายบางครั้งไข่กลางคืน ไก่จะจิกกันมาก ตื่นตกใจง่าย และมดลูกทะลักออกมาข้างนอก การจัดการแสง
สว่างให้เป็นระบบติดต่อเนื่องกันวันละ 14-15 ชัวโมง แม่ไก่จะไข่ก่อนเวลา 14.00 น. ทุกๆ วัน จากการเลี้ยง
ไก่หนุ่มสาวอายุ 15-20 สัปดาห์ เราจํากัดเวลาการให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 1 ชัวโมง จนถึงวันสุดท้าย
วันละ 14-15 ชัวโมง แล้วหยุดเพิ่ม และรักษาระดับนี้ตลอดไปจนกว่าแม่ไก่จะหยุดไข่ การให้แสง
ด้วยหลอดไปนีออนให้ผลดีกว่าหลอดไปที่มีไส้ที่ใช้กันในบ้านทั่วๆไป  เพราะใช้งานได้ทนและประหยัดไฟกว่าไม่สิ้น
เปลืองค่าไฟฟ้ามากเท่ากับหลอดที่มีไส้ดังกล่าว สําหรับสีของแสงควรให้เป็นสีขาวเพราะ
หาได้ง่ายราคาถูกและให้ผลดีกว่าสีอื่นๆ
การคํานวณความเข้มของแสงเท่ากับ1-2 ฟุตแคนเดิล (Foot candle) ในระดับกรงไก่หรือตัวไก่
คํานวณได้จากสูตรดังนี้
ความเข้มของแสง = แรงเทียนของหลอดไฟ x ระยะทางเป็นฟุตจากหลอดไฟถึงระดับหัวไก่ (เป็นฟุตคนเดิล)
โดยสรุปใช้หลดนีออน 40 วัตต์ ต่อพื้นที่ 200 ตารางฟุตติดหลอดไฟสูงจากพื้นระดับเพดานคอก
และวางหลอดไฟห่างกัน 10-14 ฟุตสําหรับเปิดไฟเสริมจากเวลา 18.00-21.00 น. ของทุกคืนเพื่อให้ได้แสงสว่าง
ติดต่อกัน  14-15 ชัวโมง

การปรับปรุงไก่พื้นเมือง
การที่จะเพิ่มมูลค่าของไก่พื้นเมืองได้ เราจะต้องมีพันธุ์ไก่ที่ดี โดยเฉพาะไก่ชนจะต้องเป็นไก่พันธุ์ที่
แข็งแรง ในภาคกลางนิยมไก่ชนที่มีรูปร่างใหญ่ น้ำหนักตัวละประมาณ 3.0-4.5 กก. แต่ในภาคเหนือจะนิยมไก่
ชนจะมีขนาดเล็กนํ้าหนักไม่
เกิน 3.0 กก. ส่วนภาคใต้จะนิยมไก่ชนที่มีเดือยแหลม และทุกภาคชอบไก่ชนเก่ง
การที่ได้ไก่พันธุ์ดีราคาสูง เราต้องทําการปรับปรุงพันธุ์ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงพันธุ์มีหลักการ
โดยสรุปอยู่ 2 หลักทําควบคู่กันเสมอๆ คือ หลักการจัดฝูงผสมพันธุ์ กับหลักการคัดเลือกพันธุ์
หลักการผสมพันธ์ มี  2 แบบอย่างกว้างๆ คือ
1. การผสมพันธุ์ระหว่าง พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ไม่เป็นญาติๆ กัน
2. การผสมกันระหว่างญาติพี่น้องสายเลือดใกล้ชิดกัน หรือเรียกว่าการผสมพันธุ์แบบ
เลือดชิด อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติเราจะหลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิดค่อนข้างยาก เพราะเรามีจํานวนพ่อแม่พันธุ์
จํากด ในทางทฤษฎีก็ทําได้แต่อย่าให้เลือดชิดสูงเกิน 49% โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ไก่ให้ได้เลือดบริสุทธิ์
หรือพันธุ์แม้ เราจะผสมพันธุ์ให้เลือดสูงถึง 49% ก็จะได้พันธุ์ใหม่ หรือพันธุ์ของเราเองซึ่งเป็นพันธุ์ไก่ที่มี
คุณสมบัติเฉพาะพันธุ์ ในทางปฏิบัติทั่วๆไป เราจะพยายามให้เปอร์เซ็นต์การผสมเลือดชิดอยู่ระหว่าง  15-25%
อัตราการผสมเลือดชิดนี้ จะเพิ่ม
ขึ้นทุกๆ ปี ดังนั้นเราต้องวางแผนว่าในระยะเวลา  10 ปี ข้างหน้าเราจะให้ฝูง
ไก้ของเรามีเลือดชิดกี่% เพื่อนําไปคํานวณหาว่าเรา ควรจะมีพ่อ – แม่พันธุ์ในฝูงของเรากี่ตัว ซึ่ง
เกษตรกรส่วนมากไม่รู้วาฝูงไก่ ของเรา หรือในฟาร์มของเรา ควรจะเก็บพ่อ –แม่
หรือไก่ทดแทนไว้กี่ตัว จึงจะทําการปรับปรุงพันธุ์ได้

เราต้องการปรับปรุงพันธุ์ไก่ชน สายพันธุ์เหลืองหางขาว ซึ่งเป็นไก่ชนที่เรามีอยู่ และต้องการปรับปรุง
พันธุ์ให้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยคิดวาจะไม่นําไก่มาจากที่อื่นมาผสมในระยะ 10 ปี ข้างหน้า และจะพยายามหลีกเลี่ยง
การผสมเลือดชิดให้มากที่สุด และกำหนดเพดานไว้ 25% หรือเท่ากบเพิ่มขึ้นปี ละ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูง
หรือตํ่าเกินไป ดังนั้น คําถามว่าเราควรจะมีพ่อแม่พันธุ์ไก่ที่จะใช้สําหรับผลิตลูกทดแทน ไว้ขยายพันธุ์ในปี
ต่อไปจํานวนกี่ตัว
(วิธีคํานวณ หาจํานวนพ่อ – แม่พันธุ์)
1. อัตราการผสมเลือดชิดเพิ่มขึ้นต่อปี = 25/10 = 2.5%
2. กาหนดจํานวนพ่อพันธุ์ที่เราจะใช้กี่ตัว ขึ้นอยูกับว่าเรามีอยู่เท่าใด แต่แนะนําให้มีพ่อ
พันธุ์ในแต่ละปี ไม่ควรจะตํ่ากว่า 10 ตัว แต่ก็ไม่ควรจะเกิน 50 ตัว ที่พอเหมาะกับฟาร์มขนาดเล็กก็ประมาณ
10 ตัว ขนาดกลาง 20 ตัว
(สูตรอัตราการผสมเลือดชิดเพิ่ม)
ขึ้นต่อปี = 100 x [(1/(8 x จํานวนพ่อพันธุ์ )+(1/(8 x จํานวนแม่พันธุ์)]
25 = 100 x [(1/(8 x 10))+ (1/(8 x จํานวนแม่พันธุ์)]
2.5/100 = (1/(8 x 10) + 1/(8 x จํานวนแม่พันธุ์)
จํานวนแม่พันธุ์ = 10 แม่

หลังจากที่เราได้จํานวนพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่จะใช้สําหรับผลิตลูกเพื่อใช้ในการคัดเลือกไว้ทดแทนใน
ปี ต่อไปแล้ว เราจําเป็นต้องการผสมพันธุ์วาพ่อและแม่ ตัวใดควรจะผสมกัน ทางวิชาการมีอยู่ 2 แบบ คือ ผสม
แบบ 1 ต่อ 1 หรือ พ่อตัวหนึ่งผสมกับแม่หลายตัว เช่น 1:5 เป็นต้น แต่ที่เราจะได้จํานวนพ่อมา 10 ตัว แม่

10 ตัว  ดังนั้นเราจะได้ลูกผสมพันธุ์ทั้งหมด 10 คู่ ซึ่งทางวิชาการเรา
เรียกว่า 10 สายพันธุ์ ซึ่งปี ต่อไปเราจะปรับปรุงพันธ์โดยยึดเอา 10 สายพันธุ์เป็นหลักไปทุกๆ ปี และในแต่ละ
ปี เราจะต้องผลิตลูกไก่คละเพศให้ได้คู่ละ 10-20 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมียอย่างละครึ่ง รวมลูกไก ที่จะต้อง
ผลิตในแต่ละปี เพื่อใช้การคัดเลือกพันธุ์เท่ากับ  100-200 ตัว และคัดเลือกไว้ทําพันธุ์ 10-20 % ของจํานวนไก่ทั้ง
หมด ซึ่งความเข้มของการคัดพันธุ์ระดับนี้ จะทําให้การคัดเลือกเพื่อปรับปรุงพันธุ์ก้าวหน้าประสพผลสําเร็จ
ในระยะเวลา 5-8 ปี หรือถ้าจะเร็วกว่านี  เราจะต้องเพิ่มจํานวนลูกที่จะต้องใช้ในการคัดเลือกพันธุ์จาก 200 ตัว
เป็น 300 ตัว ซึ่งเท่ากับ (20/300) x 100 = 6.67% การวางแผนการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ สรุปเป็น

(การคัดเลือกพันธ์ุ)
การผสมพันธุ์ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นการคัดเลือกพันธุ์ไว้ทดแทนปีต่อไป การ
คัดเลือกพันธุ์เป็นวิธีการที่จะทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ไก่พื้นเมืองพันธุ์
แท้ที่มีลักษณะดังนี้
1. รูปร่างใหญ่สวยงาม นํ้าหนักโตเมื่อเต็มที่อายุ 5-6 เดือน เพศผู้หนัก 3.5-4.0 กก.
เพศเมีย 2.5-3.0 กก. หรือตามขนาดของแต่ละท้องถิ่น
2. เพศผู้มีลักษณะเป็นไก่ชน
3. ชนเก่ง
ง อดทน และฉลาด
4. สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และทนทานต่อโรคพยาธิ
5. เลี้ยงง่ายในสภาพชนบททัวไป

ในทางปฏิบัติการที่จะทําให้วัตถุประสงค์ เราจะต้องมีมาตรการวิธีการและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก
พันธ์ดังนี้

1. การเจริญเติบโต รูปร่างใหญ่มีนํ้าหนักมาก เราสามรถคัดเลือกไก่ได้ ตั้งแต่อายุ 2 เดือน โดยที่ไก่
เติบโตดีที่สุด และนํ้า
หนักมากที่สุดเมื่ออายุ 2 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ที่ตัวใหญ่และนํ้าหนักมากที่สุดเมื่ออายุ 5-6 เดือน

การคัดเลือกพันธุ์ไก่ชนที่เก่ง มีนํ้าอดทน ฉลาด และแข็งแรง จะต้องทําการทดสอบพันธุ์ โดยให้ไก่ได้
แสดงออกในทางชนกัน และตัดสินโดยใช้กติกาการแข่งขันไก่กีฬา เนื่องจากเดิมการชนไก่ที่กฎหมายอนุญาต
ใจปัจจุบัน มีข้อเสียคือ เข้าข่ายการทรมานสัตว์ และเน้นหนักไปทางการพนัน ใช้เวลาต่อสู้ถึง 12 อัน อันละ
20 นาที ใช้ฝีมือของคนเข้ามามีบทบาทมากมีการใช้เล่ห์กล เอารัดเอาเปรียบในการเปรียบไก่
เข้าแข่งขัน การไข
หัว ถ่างตา เข้าปาก เสริมปาก การโด๊ปยา หรือแม้แต่การวางยา ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้เป็นเกมส์กีฬาจริงๆ
เป็นไปตามธรรมชาติไม่เป็นการทรมานสัตว์ เป็นที่ยอมรับของสากล จึงสมควรกำหนดกติกาการแข่งขันขึ้นใหม่
กติกาการแข่งขันไก่กีฬา
1. การเปรียบไก่เข้าแข่งขันใช้นํ้าหนักเป็นเกณฑ์
2. การแข่งขันใช้เวลา 5 ยก ยกละ 15 นาที พัก 3 นาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา
3. ไก่ที่เข้าแข่งขันต้องสวมนวมเดือยมาตรฐาน
4. ไก่ที่เข้าแข่งขันบาดเจ็บ ในกรณีต่อไปนี้ให้จับแพ้
4.1 ปากหลุด (ปากถอด หรือหักป้องอ้อย)
4.2 ปากหักเลือดไหล
4.3 ตาปิด, บอด หรือบวมมองไม่เห็น
4.4 การบาดเจ็บในดุลยพินิจของกรรมการ 3 ท่านลบมติให้จับแพ้
5. การให้นํ้าใช้ผ้าผืนเดียว ถังนํ้า 1 ใบ ซึ่งทางสนามแข่งขันเป็นผู้จัดการให้
6. ห้ามใช้นํ้ามันหม่อง หรือสารอื่นๆ ทาไก่โดยเด็ดขาด อันจะเกิดผลเสียต่อคู่แข่งขัน ถ้ากรรมการ
ตรวจพบให้ปรับแพ้ได้ทันที
7. ห้ามใช้ยาโด๊ป ถ้าตรวจพบให้ปรับแพ้ฟาวล์
8. ผลการแข่งขันใช้วิธีนับคะแนนของคู่ต่อสู้โดยกรรมการ ตัวที่ตีคู่ต่อสู้มาก และถูกจุดเข้าเป้าหมาย
สําคัญๆ ก็ให้คะแนนมาก ตัวที่ได้คะแนนมากเป็ นฝ่ ายชนะ
แนวทางการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์
1. การอนุรักษ์ไก่พื้นเมืองโดยเกษตรกรรายยอย่
เป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ต่อครัวเรื อนมากขึ้นและเป็นผู้ได้ประโยชน์จากไก่
โดยตรง ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาวิธีการแบ่งปันผลประโยชน์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและเหมาะสมได้อย่างไร วิธีหนึ่งที่คาดว่าจะได้ผล ก็คือการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง
ตลาดกลางไก่พื้น
เมืองขึ้นทุกอําเภอหรือทุกตําบลๆ ละ 1 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธุ์ คัดพันธุ์
ทอสอบพันธุ์ เผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ข่าวสารทั้ง
ทางด้านวิชาการและข้อมูลทางด้านการตลาด ตลอดจนเป็น
แหล่งจําหน่ายสินค้าเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการนําผลผลิตการอนุรักษ์ไก่ไปใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจเพิ่ม
รายได้ให้เกษตรกรผู้อนุรักษ์และพัฒนาโดยตรง คาดวาในแต่ละปี จะมีไก่พื้นเมืองออกมาสู่ตลาดมากกวาปี
ละ 60 ล้านตัว เป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และจะเพิ่ม
มากขึ้นทุกๆ ปี เนื่องจากว่า ไก่พื้นเมืองถ้าหากมีการควบคุมจํานวนไก่เล็ก ไก่
ใหญ่ไก่สาวในแต่ละฟาร์มหรือครอบครัวของเกษตรกรรายยอยให้เหมาะ  สมแล้ว
มีการจับขาย หรือบริโภคในครัวเรือน เมื่อถึงอายุและขนาดที่ผู้บริโภคต้องการและจุดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด
จะให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์สูงสุด คือ แม้จะมีพอแม่ไก่
ในจํานวนคงที่ แต่ถ้าจับขายหรือกินตัวที่โตเต็มที่แต่
ไม่ใช่แก่เต็มที่จะทําให้ลูกไก่รุ่นถัดมาและลูกไก่
เล็กสามารถเติบโตขึ้นมาทดแทน เนื่องจากมีอาหารสมดุลกรับปริมาณไก่
ทั้งนี้ เพราะเกษตรกรจะไม่ลงทุนซื้ออาหารที่เลี้ยงเนื้อไก่ หรือไก่ไข่ แต่จะเป็นเวลาอาจจะเช้าหรือ
เย็น นอนนั้นก็หากินเองตามธรรมชาติ เช่น ผัก หญ้า เมล็ดธัญพืชต่างๆ แมลง ซึ่งก็จะถูกจํากัดด้วยพื้นที่รอบ
บริเวณบ้าน ความสัมพันธ์ระหวางจํานวนประชากรไก่ ต่อครอบครัวต่อเดือนจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจํานวน
ไก่ที่ขาย กินหรือตาย
2. ตลาดไก่พื้นเมือง : โอกาสและความเป็นไปได้ไก่พื้น
เมืองพันธุ์แม้นับได้ว่าเป็นพันธุ์ไก่ ที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในความนิยมของ  ผู้บริโภคทัวประเทศเป็น
อันดับหนึ่ง รองลงมาก็เป็นลูกไก่ลูกผสมที่พ่อเป็นแม่พันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์ทางชนิดต่างๆ และสุดท้ายเป็นไก่
เนื้อ โตเร็ว ขนสีขาว ที่เลี้ยงเป็นการค้า และมีจําหน่ายทัวๆ ไป ไก่พื้นเมืองที่จําหน่ายกันทุกวันนี้ ตลาดมี
ความต้องการตังที่มีขนาด 1.5 กก. – 20 กก. และผู้ที่บริโภคนิยมซื้อไก่รุ่นหนุ่มสาว โดยเฉพาะไก่สาวอายุ
พร้อมจะไข่หรือเริ่มไข่นั้น เป็นจุดปรารถนาของผู้บริโภคของทุกประเทศในภูมิภาคเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น จีน
ไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ตรงที่ไก่ดังกล่าวมีจําหน่ายไม่
แพร่หลาย ราคาแพง หาซื้อได้ยาก การตลาดไม่
เป็นระบบ ขาดเทคโนโลยีการจัดการที่เหมาะสม และมีผู้เลี้ยงเป็นเชิงธุรกิจค่อนข้างจะน้อย
ตลาดไก่พื้นเมืองปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นตลาดท้องถิ่น เป็นการซื้อขายกันอยู่ในหมู่บ้านชนบท
โดยเฉพาะตลาดในตําบลและอําเภอ ทุกๆ เช้า จะมีเกษตรกรนําไก่พื้นเมืองใส่เข่งมาขาย หรือไม่ก็มีคนกลาง
รวบรวมรับซื้อจากเกษตรกรโดยตรง แล้วส่งไปขายตลาดใหญ่ในจังหวัดและกรุงเทพฯ มีเกษตรกรใน
ต่างจังหวัดจํานวนมากโดยเฉพาะเกษตรกรผู็นําในหมู่บ้านจะรวบรวมไก่พื้นเมืองให้ได้จํานวนมากพอสําหรับ
บรรทุกหนึ่งคันรถส่งกรุงเทพฯ เป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเทศกาล เช่น ตรุษจีน จะเห็นได้ว่า ระบบ
การตลาดของไก่พื้นเมืองเป็นตลาดสําหรับชาวชนบทและตลาดท้องถิ่น และเป็นการบริโภคภายในประเทศซึ่งก็
เป็นวิธีที่ถูกเพราะเป็นการส่งเสริมให้การผลิตเองบริโภคเอง และให้ประชาชนในชนบทได้มีอาหารประเภท
โปรตีนเพียงพอ
ดังนั้น แนวทางในการพัฒนาการผลิตไก่พื้นเมืองให้มีจําหน่ายสมํ่าเสมอตลอดปี ในความคิดเห็นของ
ผู้เขียนเห็นว่าควรจะมีการศึกษาและวิจัยในด้านการตลาดไก่พื้น
เมือง โดยเฉพาะเพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรได้
ผลิตอย่างต่อเนื่อง เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตจากการผลิตฤดูกาลมาเป็นการผลิตต่อเนื่องตลอดปี
แม้ว่าจะผลิตจํานวนไม่มากต่อครัวเรือน แต่ถ้าผลิตกันเป็นแสนๆ ครอบครัว ก็จะทําให้ผลผลิตรวมสูง
พอเพียงกับการที่จะทําธุรกิจดําเนินการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทําให้ผู้บริโภคหาซื้อได้ง่ายในราคาที่ยุติธรรม
แนวโน้มที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน คือ การเพิ่ม
ผลผลิตไก่พื้นเมืองโดยการรวบรวมไก่พื้นเมืองส่งโรงเชือดไก่ที่มี
อยู่ในปัจจุบัน เพื่อชําแหละตัดแต่งและบรรจุหีบห่อเป็นสินค้าที่มีกระบวนการผลิตอย่างถูกต้องตามหลักอนามัย
และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เหมาะที่จะส่งไปจําหน่ายตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เช่นเดียวกับไก่พันธุ์
เนื้อในปัจจุบัน เหตุผลที่เสนอให้มีการเปิดงานชําแหละไก่พื้น
เมือง เนื่องจากว่าเป็นการดูดซึมปริมาณไก่ออกสู่
ตลาดอย่างสมํ่าเสมอ ในขณะเดียวกนเมื่อเกษตรกรขายไก่ใหญ่ออกไปแล้วก็จะสามารถนําไก่เล็กเข้ามาเลี้ยง
ทดแทน หรือไม่ก็จะไม่ทําให้ไก่เล็ก และลูกไก่ที่มีอยู่เดิมได้มีโอกาสได้เจริญเติบโตขึ้นมา เป็นการผลิต
ต่อเนื่องตลอดปี ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ ผู้ผลิตส่วนใหญ่ 90% ไม่มีความชํานาญด้านการตลาดเข้ามาช่วย
ผลักดันอีกทางหนึ่ง ซึ่งผู้มีประสบการณ์เหล่านี้จะมีความชํานาญเป็นพอเศษสําหรับการฆ่า – ชําแหละ และ
บรรจุหีบห่อให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในประเทศ หรือ
ต่างประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่าแนวโน้มในด้านนี้มีความเป็นไปได้สูงกว่า  80% ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกนกับผู้
ลงทุนด้านโรงงานชําแหละไก่ไปบางส่วนแล้ว ซึ่งทุกๆ ท่านก็มีความเห็นสอดคล้องกันจะมีปัญหาหน่อยก็ตรง
ที่ว่าปริมาณการผลิตเอามาจากที่ใด และราคาควรจะเป็นเท่าไร สําหรับโรงงานฆ่าไก่นั้นต้องการไก่มีชีวิตขนาด
นํ้าหนัก 1.5 – 1.8 กิโลกรัม/ตัว ซึ่งก็พอเหมาะกับขนาดไก่พื้นเมือง หนุ่ม – สาว ของเราพอดี
ต้นทุนการผลิตไก่พื้นเมือง
1. ต้นทุนการผลิตไก่พื้นเมืองหนัก 1.8 กก./ตัว ราคาหน้าฟาร์ม
– ค่าลูกไก่ 9 บาท
– ค่าอาหาร 1:35 44.1 บาท
– ค่าแรงงาน 1.44 บาท
– ค่ายา –วัคซีน 1.49 บาท
– ค่านํ้า –ไฟฟ้า 0.58 บาท
– ค่าวัสดุ –อุปกรณ์โรงเรือน 1.08 บาท
– ค่าเสียโอกาสเงินทุน 0.9 บาท
– อื่น ๆ 21.0 บาท
รวม 79.59 บาท/ตัว
หรือ 44.22 บาท/กก.
2. ต้นทุนการฆ่าแปรรูปไก่พื้นเมือง ณ หน้าโรงงาน (บาท/กก.)
– ราคาไก่มีชีวิต ณ หน้าฟาร์ม 44.22 บาท
– ค่าขนส่งถึงโรงงาน 1.00 บาท
รวม 45.22 บาท
– จําหน่ายผลพลอยได้จากโรงงาน(ปีก,โครง,เครื่องใน) 10 บาท
* ต้นทุนไก่ติดกระดูก 35.22 บาท
* ต้นทุนเนื้อเพื่อส่งออก (27%) 130.44 บาท
– ค่าแรงงานชําแหละ 3.50 บาท
– ค่าบรรจุหีบห่อ 1.26 บาท
– ค่าดําเนินการ 4.50 บาท
รวม ทุนเนื้อไก่ส่งออก 139.7 บาท
3. ต้นทุนค่าขนส่งไปต่างประเทศ
– นํ้าหนักเนื้อไก่1 Shipment 22,000 กก.
– ค่าระวางไปญี่ปุ่ น 85,425 บาท
– Terminal Handling Charge 3,000 บาท
– B/L 5,000 บาท
– ค่าพิธีกร 1,200 บาท
รวม 94,835 บาท
หรือ 4.31 บาท/กก.
4. รวมต้นทุนเนื้อไก่พื้นเมืองแช่แข็ง ณ ประเทศผู้ซื้อ
4.1 ชนิดถอดกระดุก
– ค่าเนื้อไก่พื้นเมืองแช่แข็ง 139.70 บาท/กก.
– ค่าภาษี 0.81 บาท/กก.
– ค่าขนส่ง 4.31 บาท/กก.
รวมต้นทุนส่งออก 144.81 บาท/กก.
หรือ 144,810 บาท/ตัน
หรือ 3,292 US $/ton
4.1 ชนิดติดกระดูก
– ค่าเนื้อไก่ทั้งตัว 35.22
– ค่าบรรจุหีบห่อ 9.26
– ค่าขนส่ง 4.31
– ค่าภาษี 0.18
รวม 48.97 บาท/กก.
หรือ 48,970 บาท/ตัน
หรือ 1,113 US $/ton(44฿/$)
3. การเพิ่มมูลค่าของไก่พื้นเมือง
ก็เป็นวิธีแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกษตรกรได้อีกวิธีหนึ่ง เช่น ไก่แจ้ พื้นเมืองขนสีทอง ดํา หรือสี
ประดู่ เป็นต้น เป็นไก่สวยงามราค่าแพง หรือไม่ก็สายพันธุ์ไก่ชนก็ดี เพราะถ้าชนเก่ง สายเลือดชนเก่ง ก็
สามารถขายได้ราคาเป็นตัวละ 500 บาท ถึง 100,000 บาท มีเป็นจํานวนมากโดยเฉพาะชาวต่างประเทศนิยม
มาก เช่น ชาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย ถ้าชนไม่เก่งก็ขาย เป็นไก่เนื้อก็ได้ราคาสูงกว่าไกเนื้อขนสีขาว 2-3 เท่าตัว
และอีกประการหนึ่งไก่ชนเป็นไก่ที่สายเลือดค่อยข้างบริสุทธิ์ และเป็นไก่ที่เกี่ยวข้องวัฒนธรรมไทยมานับร้อยๆ
ปี นอกจากนี้ยังเป็นไก่ที่แข็งแรง ไม่เป็นขี้โรค กล้ามเนื้อใหญ่ ไข่ดก ลูกดก ฟักไข่เองและเมื่อนำไปประกอบ
อาหารแล้วจะมีรสชาติดีซึ่งเป็นลักษณะประจําพันธุ์ ดังนั้น การเลือกพันธุ์ที่อนุรักษ์ก็สามารถเพิ่มมูลค่าของไก่
สายพันธุ์นั้นๆ ได้ อยางไรก็ดี ไก่พันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปทุกวันนี คาดว่า  80-90% เป็นไก่ที่เป็นสายพันธุ์ไก่
ชน ดูได้จากแม่ไก่ประมาณ 90% จะมีขนสีขาว ตัวผู้จะเป็นไก่ขนเหลืองหางขาว หรือประดู่หางดํา
4. วิจัยและพัฒนาการเลี้ยงไก่พื้นเมือง
ผสมผสานกับการปลูกพืชและการเกษตรอื่นๆ แบบผสมผสานในรูปแบบระบบการทําฟาร์มที่มีไก่พื้น
เมืองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบการทําฟาร์มที่มีไก่พื้นเมืองเป็ นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ เช่น มี
การปลูกพืชอาหารสัตว์เลี้ยงไก่ควบคู่กันไป ตราบใดที่เกษตรกรมีอาหารให้ไก่กินไก่ก็จะเจริญและแพร่พันธุ์
อย่างรวดเร็ว การเลี้ยงไก่พื้นเมืองร่วมกับการปลูกพืชอื่น เช่น การปลูกข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และถั๋วชนิด
ต่างๆ จะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรรายย่อยที่ไมมีที่ทํามาหาหากินมากนักหรือไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงสัตว์ใหญ่ มี
รายงานไว้ว่า การเลี้ยงไก่
เป็นองค์ประกอบหนึ่งของกิจกรรมการเกษตร สามารถทําให้รายได้สูงกว่าเลี้ยง โค –กระบือ ในบางพื้น
ที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ไมมีที่ทํากินหรือเช่าที่เขาทํากิน
5. การวิจัยและพัฒนาส่วนหนึ่งเน้นไปทางอุตสาหกรรมเป็นการนําพันธุ์ไก่พื้น
เมืองแท้ไปผสมกํบพันธุ์ไก่อื่นๆ เพื่อเป็นลูกผสมพื้นเมืองโตเร็ว รสชาติดี

เช่นเดียวกับไก่พื้นเมือง แต่ผลิตได้ปริมาณมากเชิงอุตสาหกรรม ด้วยต้นทุนที่ตํ่าเหมาะที่จะเลี้ยงเป็น
อุตสาหกรรม เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคและต่างประเทศ เช่น ไก่ 5 สายของกรมปศุสัตว์ ซึ่งได้
ทดสอบมา 2-3 ปี ให้ผลดีมากสามารถเติบโตได้ 1.8 กก. ภายในระยะเวลา 8-10 สัปดาห์ แต่รสชาติดี หอม
และนุ่มเหมือนไก่พื้น
เมืองในระยะอายุ 5-6 เดือน ช่วงที่เป็นหนุ่มสาว แต่ไก่ลูกผสมพื้นเมืองนี้จะไม่ปนเปื้อนไก่พื้น
เมืองพันธุ์แท้ในชนบท เพราะจะถูกเชือดเป็นอาหารก่อน

(โรคและการป้องกันโรค)
โปรแกรมการทําวัคซีน
การที่ไก่จะมีภูมิคุ้มโรคขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น โปรแกรมการทําวัคซีนที่ดี การ
เลือกวัคซีนที่เหมาะสม และคุณภาพดี วิธีการให้วัคซีน ดินฟ้าอากาศและสุขภาพของฝูงไก่เองขณะที่ทําวัคซีน
เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ทําวัคซีนกบฝูงไก่พร้อมๆ กันยังยากทีจะให้ทุกตัวสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี
ถึงแม้วาทําวัคซีนไปแล้วได้ผลสมบูรณ์ตามเป้าหมาย แต่โรคอาจจะเกิดกํบไก่บางส่วน ทําให้ภูมิคุ้มกนโรค
หมดเร็วกว่าที่ควร ดังนั้น บางครั้งจึงจําเป็นต้องมีการทําวัคซีนซํ้า
ข้อควรทราบก่อนการทําวัคซีน
ข้อควรทราบและข้อปฏิบัติ
1. ทําวัคซีนให้แก่สัตว์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และไม่เป็นโรคเท่านั้น
2. ศึกษารายละเอียดการเก็บรักษา และการทําวัคซีนตามคําแนะนําเฉพาะของวัคซีนแต่ละชนิด เพื่อให้ได้
วัคซีนที่มีคุณภาพที่สุด และสามารถเก็บรักษาได้นาน
3. ให้วัคซีนตามแนะนําของสัตวแพทย์เท่านั้น โดยเฉพาะอย๋างยิ่งในกรณีที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นแล้ว หรือเกิด
โรคระบาดในบริเวณใกล้เคียง
4. วัคซีนสามารถให้จนถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ข้างขวด
5. อย่าให้วัคซีนถูกความร้อนหรือแสงแดด และต้องให้วัคซีนครบตามขนาดที่กำหนดไว้
6. หลังให้วัคซีนแต่สัตว์ที่กำลังจะนําส่งโรงฆ่า ควรเว้นช่วงเวลาตามคําแนะนําของวัคซีนแต่ละชนิด
7. วัคซีนที่เหลือจากการใช้ควรทิ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคอื่น ซึ่งจะทําให้คุณภาพวัคซีน
ลดลงและเป็นอันตรายในการนําไปใช้ครั้งต่อไป
8. ขวดบรรจุวัคซีนหรือภาชนะทีใช้ในการผสมวัคซีน เมื่อใช้แล้วควรต้มหรือเผาทําลายเชื้อก่อนทิ้ง
โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น
9. ต้องให้วัคซีนเมื่อหมดระยะความคุมครองของวัคซีนแต่ละชนิด
10. วัคซีนแบบที่ต้องผสมนํ้ายาละลาย เมื่อผสมแล้วต้องใช้ให้หมดภาใน 2 ชัวโมง ระหว่างนั้นต้องเก็บใน
กระติกนํ้าแข็ง
11. สัตว์บางตัวอาจเกิดการแพ้หลังฉีดวัคซีน ดังนั้นจึงควรรอสังเกตอาการสัตว์ภายหลังฉีดวัคซีนแล้วประมาณ
1 ชัวโมง  ถ้าเกิดอาการแพ้ให้รักษาด้วย แอดรีนาลีน หรือ แอนติฉีสตามีน
12. วัคซีนที่เสื่อมคุณภาพ หมดอายุ มีการปนเปื้อน หรือสีของวัคซีนเปลี่ยนไปห้ามนํามาใช้
13. การฉีดวัคซีนให้ได้ผล ต้องพยายามฉีดให้แก่สัตว์ทุกตัวในหมู่บ้านยิ่งปริมาณสัตว์ที่ได้รับวัคซีนมาก ระดับ
ภูมิคุ้มกันโรคในฝูงก็ยิงสูง โอกาสที่เกิดโรคระบาดมีน้อย
14. การให้วัคซีนเพื่อสร้างระดังความคุ้มโรคในแม่พันธุ์ สามารถถ่ายทอดภูมิคุ้มกันให้ลูกได้ในระยะแรกเกิด
15. สัตว์จะป่วยหลังจากได้รับเชื้อโรคหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
หากเชื้อโรคมีปริมาณและความรุนแรงมากอาจทําให้สัตว์เป็นโรคได้
16. ไม่ควรหวังผลจากการฉีดวัคซีนแต่เพียงอย่างเดียว การป้องกันการติดโรคจากแหล่งอื่น การจัดการและ
สุขาภิบาลที่ดีจะช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ดีที่สุด

1. 1. การเตรียมอุปกรณ์ก่อนทําวัคซีน เช่น เข็มและกระบอกฉีดยา ต้องต้มในนํ้าสะอาดให้เดือดนาน 15 นาที
ก่อนใช้และหลังใช้ ห้ามแช่ในนํ้ายาฆ่าเชื้อโรค
2. วัคซีนชนิดเป็นนํ้าหรือนํ้ามันพร้อมฉีด จะต้องทําความสะอาดจุกยางและคอขวดด้วยสําลีชุบแอลกฮอลล์
เขยาวัคซีนให้เป็นเนื้อเดียวกน แล้วใช้เข็มและกระบอกฉีดยาที่ต้มสะอาดแล้วดูดวัคซีนออกมาตามขนาดที่
จะใช้
3. วัคซีนที่จะต้องผสมก่อนใช้ ต้องใช้เข็มและกระบอกฉีดน้ำที่ต้มสะอาดดูดนํ้ายาละลายที่เตรียมไว้สําหรับ
วัคซีนแต่ละชนิดฉีดเข้าไปในขวดบรรจุวัคซีน เขย่าให้เข้ากันประมาณ  2-5 นาที แล้วดูดวัคซีนออกมาตาม
ขนาดที่จะใช้ วัคซีนที่ละลายแล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 2 ชัวโมง ระหว่างการใช้จะต้องเก็บวัคซีนใน
กระติกนํ้าแข็ง สําหรับหลอกบรรจุวัคซีนและอุปกรณ์ในการทํา เมื่อใช้แล้วควรต้มทํางายเชื้อก่อนทิ้งหรือ
เก็บไว้ โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็นตําแหน่งบนตัวสัตว์ที่จะใช้วัคซีนสัตว์ปีก
1. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อใช้เข็มเบอร์ 20-21 ยาว ½ นิ้ว บริเวณกล้ามเนื้อหน้าอก หรือกล้ามเนื้อโคนขาหลัง ฉีดเข้ากล้ามเนื้อขา
หลัง เนื่องจากกล้ามเนื้อขาหลังมีเส้นประสาทใหญ่พาดผ่าน
2. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังใช้เข็มเบอร์ 20-21 ยาว ½ นิ้ว บริเวณหลังคอ
3. หยอดตาดึงหนังตาล่าง หยดวัคซีนด้วยหลอดหยดลงที่ตา
4. หยอดจมูกใช้นิ้วมือปิดจมูกข้างหนึ่งแล้วหยดวัคซีนที่รูจมูกอีกข้างหนึ่ง เมื่อสัตว์สูดวัคซีนแล้วจึงปล่อยนิ้ว
5. แทงปีก ก็ใช้เข็มรูปส้อมจุ่มวัคซีนในขวดให้มิดเข็ม แทงที่พังผืดของปีก (Wing Web) อยาให้ถูกเส้นเลือด

Translate »